ธรรมยาตรา ๑๒ ปี ๒๕๕๔

ปกติเราอยู่กรุงเทพฯ ปัญหาเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเรา แต่พอได้มาสัมผัสกับมันจริงๆ ทำให้เรารู้ว่ามันเป็นปัญหาของทุกๆ คน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเดินธรรมยาตราทำให้เราได้ฝึกความอดทนของตัวเอง ในการอยู่กับตัวเองก็ดี หรือการช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงจัง สิ่งที่กลุ่มธรรมยาตราทำคือการเห็นปัญหาแล้วลุกขึ้นมาแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ใช่รับรู้ปัญหาแล้วปล่อยผ่านไป

การไปเดินธรรมยาตราทำให้วิธีการใช้น้ำของเราเปลี่ยนไป เราเห็นคุณค่าของน้ำมากขึ้น พยายามประหยัดให้มากขึ้น เพราะเรารู้ว่าน้ำสะอาดๆ ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ได้เห็นการทำงานของกลุ่มคนที่รักธรรมชาติอย่างจริงจัง ทำให้เราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อรักษาธรรมชาติของเราไว้

พิสุตา บุญกิตติวัฒนา
โรงเรียนรุ่งอรุณ กรุงเทพฯ

ได้เห็นใจตน…ได้เห็นใจคน….มิตรภาพ…การให้และการรับ…ความอดทน…เพื่อนำพาสู่สิ่งแวดล้อมที่เรารัก  ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี คือมีความอดทนมากขึ้น ทั้งกายและจิตใจ อีกทั้งยังได้นำความรู้จากกิจกรรมของธรรมยาตรามาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น  การใช้พืชยาสมุนไพร เป็นต้น

สิริรัตน์ ดอนสระ

มุมมองของผมต่อบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์เริ่มเปลี่ยนไปจากกรอบความคิดเดิมๆ ของพระสงฆ์ในกระแสหลักที่เน้นหนักเรื่องการระดมบุญ สิ่งแวดล้อม ทะเล ภูเขา ที่เคยไปเยี่ยมเยือนเพื่อความสนุกสนานและแปลกใหม่ถูกลดทอนความรู้สึกลง ชุมชนที่คิดว่าขาดการเกื้อกูลกันอย่างประณีตดั่งเช่นในอดีตเริ่มชัดเจนขึ้น ปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในฐานะเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายแทรกซึมลึกเข้าไปในจิตใจทีละน้อย พลังของการเรียนรู้ถูกกระตุ้นต่อเติมทุกย่างก้าวยามมีสติ สิ่งเหล่านี้มาจากประสบการณ์ตรงของการเดินธรรมยาตราร่วม ๗ ครั้ง นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ร่วมเดินเท้าผ่านชุมชน ลำธาร หุบเขา ไร่นา และน้ำตก แม้การเริ่มต้นครั้งแรกจะเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ขณะนี้มันได้กลับกลายเป็นรัก…รักธรรมชาติ รักธรรมยาตรา

ประญัติ  เกรัมย์

ประทับใจการเดินระยะทางไกลแสนไกล ไม่เคยเดินไกลอย่างนี้มาก่อนเลย รู้สึกว่ายากลำบาก รู้สึกว่ามันเหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็เป็นการฝึกความอดทน

ยูถิกา  แซ่อั๊ง

ประการแรกที่ได้จากธรรมยาตราและได้นำไปใช้เลยจริงๆ คือการละอายแก่ใจ ไม่กล้าทำลายชีวิตสัตว์ จากที่ไม่เคยมีความคิดละเอียดอ่อน มองชีวิตตนเองเป็นใหญ่ แต่เมื่อได้มาเดินธรรมยาตรา เล็กจำคำพูดพระอาจารย์ได้ติดหูเลยในระหว่างทางที่เดินธรรมยาตรา อาจารย์บอกให้เราเดินอย่างมีสติระมัดระวังว่าเท้าใหญ่ๆ ของเราอาจไปทำร้ายชีวิตของสัตว์เล็กๆ ที่เขากำลังใช้ถนนอยู่ก็ได้

ประการที่สอง ธรรมยาตราเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของชีวิตจากเด็กที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ ในชีวิต วันๆ มีแต่เรียน เล่น อยู่ในสังคมและความคิดที่แคบ ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตาออกจากกะลามาเจอโลกภายนอก และคนภายนอกอีกมากมายที่มีอุดมการณ์ในการทำดีร่วมกัน นี่คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สำคัญที่ทำให้เล็กต้องตระหนักว่าคนเหล่านั้น เขาเป็นใคร ทำไมต้องอุทิศตนมาทำงานถึงขนาดนี้ นี่บ้านเกิดเราแท้ๆ แล้วเรามัวทำอะไรอยู่ สิ่งแรกที่เล็กคิดได้ตอนนั้นคือ อย่างน้อยที่สุดเล็กจะต้องมาร่วมเดินธรรมยาตราทุกปี

วรรณภา  พงษ์โพธิ์ชัย


แม้จะเพิ่งมีโอกาสได้ร่วมเดินธรรมยาตราในครั้งที่ ๙ เพียงครั้งเดียวก็ตาม แต่ประสบการณ์ที่ได้รับในครั้งนั้น ก็ยังคงมีผลต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเราเสมอมา ทั้งการเรียนรู้ว่าความทุกข์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากใคร หรือที่ใด แต่มันเกิดขึ้นจากในจิตใจ ในความคิดของตัวเราเอง รู้เท่าทันเมื่อไหร่ ก็ปลดปล่อยได้เมื่อนั้น ความอดทนอดกลั้น รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง โดยไม่ปรุงแต่งความรู้สึกนึกคิดก็จะทำให้เราไม่ทุกข์

ความเข้าใจเหล่านี้ แม้จะเป็นสิ่งที่เราได้สังเกต เรียนรู้จากการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมาแล้ว แต่เมื่อได้มาเดินธรรมยาตรา มีกรอบบางอย่างที่ทำให้เราใช้ธรรมนำใจมากกว่าในชีวิตประจำวันที่ผ่านมา คือมีสติกับสิ่งที่กระทำมากกว่าที่เคย ก็ทำให้เราได้มองเห็นตัวเองชัดขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น เมื่อกลับมาใช้ชีวิตตามครรลองของตนเอง เราก็สามารถที่จะรับมือกับความทุกข์ที่ปรากฎขึ้นในใจได้  มีความสุขง่ายขึ้น ใช้ชีวิตเรียบง่ายขึ้น (แต่ไม่มักง่าย) เมื่อเจอสิ่งที่ยากแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่อาจหลีกเลี่ยง ก็รู้ว่าจะก้าวผ่านมันไปได้ งานยากก็เหมือนหนทางที่ลำบากและยาวไกล ในเมื่อเราเคยทำได้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวลต่อไป  ด้วยคาถาบทเดิม “ทนได้ สบายมาก” เราก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี

นักเดินทาง


ดิฉันจะชอบการฝึกสติด้วยการเดินเท้าอยู่แล้ว การเดินธรรมยาตราจึงเป็นเรื่องที่ถูกจริตอยู่เหมือนกัน  แต่แตกต่างจากการเดินจงกรมที่เคยเดิน ตรงที่เป็นการใช้พลังกลุ่มบังคับให้เดินไป เดินไป ไม่ต้องหยุด ก็คนอื่นไม่เห็นมีใครหยุดเลย ทำให้ได้เห็นตัวเอง รู้สึกตัวว่าเหนื่อย ว่าหิว ว่าร้อน ว่าเบื่อ แต่การที่พยายามไม่คุย ตั้งใจอยู่ในสติและสมาธิ สุดท้ายจึงได้พลังจากงานจากการเจริญสติ แบบเดินตัวเบาเลย ทำให้ดีใจ ภูมิใจ ไม่ได้เล่าให้ใครฟัง แต่จะมีคนแอบสังเกต และทักว่าหน้าเราสว่างสดใส ไม่ดำคล้ำจากแดดกล้า

การเดินธรรมยาตราได้สอนให้เกิดสติและสมาธิ นำมาต่อยอดในชีวิตประจำวัน ทำอะไรก็จะต้องระลึกถึงการมีสติอยู่เสมอ ทำให้เรารู้ว่าเราเผลออยู่ตลอดทั้งวัน และสามารถระลึกถึงสติได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นในหนึ่งวัน  แต่เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เราดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขท่ามกลางความโลภ โกรธ หลง ที่ยังคงมีอยู่ในใจ

เทียนน้ำใจ